๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๐

ความสุขที่แตกต่าง

ความสุขที่แตกต่าง

รองเท้า...เก่าๆ
“สุขสันต์วันเกิดจ๊ะ น้องสาวสุดน่ารักของพี่ตะวัน” เขายิ้มให้เธอพร้อมส่งของขวัญให้ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แก้วเขาดูแดง
“อะไรคะพี่ ของวาดเหรอคะ อืมๆ อะไรหนอ” เธอรับของขวัญไปแล้วหันมาทำหน้าสงสัยกับเขา แต่แอบยิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก
“สวยมั้ยเอ่ย ไหนลองใส่ให้พี่ดูสิว่ามันพอดีมั้ย” เขาหยิบรองเท้าใบเก่าขึ้นมาแล้วจับเท้าน้องค่อยๆใส่ลงไป
“โอโห ! สวยจังเลยคะ วาดใส่ได้พอดีเลย นุ่มด้วย” เขายิ้มพร้อมสูดหายใจลึก มองดูน้องด้วยความเอ็นดู
ฉันยังคงจำภาพเหตุการณ์ในวันนั้นได้ดี วันนั้นเป็นวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๐ วันเกิดครบรอบ ๑๑ ปีของฉัน ทุกปีทางสถานสงเคราะห์จะจัดงานให้กับเด็กที่เกิดเดือนเดียวกัน มาจัดในคืนวันสุดท้ายของเดือนนั้นๆ แต่ปีนี้ไม่ได้จัด เพราะทางสถานสงเคราะห์ไม่มีเงินหมุนเวียนมากพอ จึงได้แต่มอบของขวัญและอวยพรให้เท่านั้น มีเพียงแต่พี่ชายที่แสนดีของฉัน ที่ยังคงให้ของขวัญฉันเหมือนเคย แต่รองเท้าที่ฉันได้ในปีนี้ ฉันภูมิใจมากที่สุด เพราะฉันรู้ว่าพี่เหนื่อยมากกว่าจะได้มันมา
***********************************
บ้านหลังใหม่..
บ้านเดี่ยว ๒ ชั้น มีเนื้อที่ ๒ ไร่ ทาสีเปลือกไม้ทั้งหลัง ยกสูงพอสมควร หน้าบ้านปลูกต้นสนไว้เป็นทางยาว ดูแล้วเป็นระเบียบ และยังมีสวนดอกไม้กับน้ำพุอยู่กลางที่วงเวียน ข้างบ้านทางด้านซ้ายจะเป็นที่จอดรถ ส่วนทางด้านขวาของบ้านจะมีสระว่ายน้ำขนาดเล็ก หลังบ้านจะมีสวนหย่อมเล็กๆ เหมาะสำหรับนั่งเล่นและอ่านหนังสือเป็นอย่างมาก ส่วนภายในบ้านนั้นมี ๕ ห้องนอน ๔ ห้องน้ำ มีคุณพ่อ คุณแม่ และมีแม่บ้าน ๒ คน เฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านจะเป็นรูปแบบเดียวกันคือ ส่วนใหญ่จะเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ทำมาจากธรรมชาติ ไม่เป็นมลภาวะต่อคนในบ้าน ฉันรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองโชคดีมากนัก เพราะอย่างน้อยคนที่นี่ก็ดีกับฉัน
นี่ก็เกือบ ๖ เดือนแล้วที่ฉันไม่ได้กลับบ้านอิ่มอุ่น เพราะบ้านหลังใหม่ของฉันอยู่ไกลจากบ้านหลังเดิมมากนัก ฉันก็ได้แต่เขียนจดหมายหาพี่ตะวันฉบับละอาทิตย์ เพราะฉันก็ต้องเรียนหนังสือด้วย นานๆถึงจะได้คุยโทรศัพท์กันสักที
ทุกๆวันฉันต้องตื่นแต่เช้ามากินข้าว คุณพ่อจะไปส่งฉันที่โรงเรียน ตอนเย็นจะไปรับกลับ โรงเรียนห่างจากบ้านประมาณ ๓ กิโลเมตร ระหว่างทางที่ไปนั้น ข้างๆถนนจะเป็นต้นไม้ต้นสูงเรียงกันเยอะมาก มีดอกไม้แซมปะปนกันบ้างเป็นบางช่วง ถนนหนทางแถวนี้จะเป็นทางลาดชัน เพราะอยู่บนเขา ถ้าเป็นวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ คุณพ่อกับคุณแม่จะพาเข้าไปเที่ยว หรือพักผ่อนในเมือง ท่านทั้งคู่ตามใจฉันทุกอย่าง ท่านมีบุญคุณกับฉันเหลือเกิน
**********************************

รองเท้าคู่ใหม่
“ปานวาดลูก แต่งตัวเสร็จยังจ๊ะ แม่กับพ่อไปรอที่รถนะ” เสียงแม่ดังขึ้นไปถึงห้องนอนฉัน
“วันนี้พ่อกับแม่จะพาลูกไปซื้อรองเท้าคู่ใหม่ในเมืองนะ แล้วจะพาไปเรียนดนตรีไทยด้วย ลูกชอบไม่ใช่เหรอคะ” พ่อพูดพร้อมหันหน้ามามองแล้วลูบหัวฉันเบาๆ ฉันยังคงนั่งนิ่งไม่ตอบโต้พ่อกับแม่เลยสักคำ ได้แต่ก้มมองดูรองเท้าคู่เก่าที่พี่ตะวันซื้อให้ฉันในงานวันเกิด
รองเท้าสีขาว หุ้มส้นเตี้ย ด้านหน้ารองเท้าตกแต่งด้วยเชือกน้ำตาลและตุ้งติ้งสีทอง ผูกเป็นโบว์ไว้ พื้นรองเท้าเป็นลายหมากรุกสีขาวตัดดำข้างรองเท้าตกแต่งด้วยดอกไม้สีสันสดใส ดูหรูหรามาก แม่เลือกคู่นี้ให้ฉันลองใส่
“เป็นไงบ้างลูก ใส่ได้มั้ยคะ แม่ว่ามันน่าจะพอดีนะ” แม่หมุนตัวฉันไปมาหลายรอบ
“ก็ดีคะ ใส่ได้พอดี” ฉันตอบแม่แต่หันไปมองรองเท้าคู่เก่า
“ตกลงเอาคู่นี้นะคะคุณ” แม่บอกกับพนักงานขาย แล้วหันมาบอกฉันว่า
“ลูกใส่คู่นี้กลับเลยแล้วกันนะ เอาคู่นั้นเก็บใส่ถุง” แม่รีบจ่ายเงินแล้วพาฉันเดินออกไป
***********************************

แม่จ๋า...หนูคิดถึงแม่
ดวงตะวันสาดแสงลอดหน้าต่างห้องนอนฉัน แสงอันอบอุ่นตกกระทบมายังพื้นห้อง ฉันลุกออกจากเตียง แล้วได้ยินเสียงดังโครม เหมือนเก้าอี้ล้ม ฉันรีบวิ่งออกไปดู ปรากฏว่า ภาพเบื้องหน้าที่เห็นนั้น แม่หน้ามืดล้มลงหมดสติ หน้าดูซูบผอม ตัวเหลืองมาก ฉันยืนนิ่งตาโตมองดูแม่อยู่นาน จนพ่อเรียก ฉันถึงหันไป
ภาพแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง ฉันจำได้ มันเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว
“แม่ วาดกลับมาแล้ว เรารีบออกไปหาเก็บขยะกันเถอะคะ วาดช่วยนะวันนี้วาดไม่มีการบ้าน พี่ตะวันบอกว่าจะไปช่วยอีกคน แต่จะตามไปทีหลัง พี่ตะวันไปเก็บกระดาษเศษที่โรงเรียนอยู่” ฉันรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว แล้วไปกับแม่
“ไปๆๆๆ หนีไปไกลๆเลย ไอ้พวกนี้นิมันมาอีกแล้ว บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่ามาเก็บขยะแถวนี้ เกะกะขวางทาง เห็นมั้ยรถมันติด พวกขยะสังคมนิ” เขาว่าเราพร้อมกับทำทีหน้าไม่พอใจที่เรามาเก็บขยะแถวนี้
“ไปที่อื่นกันเถอะลูก” แม่พูดแล้วไอตลอดเวลา ฉันสงสารแม่เหลือเกิน
“วาดว่าแม่ไปหาหมอดีกว่านะ เดี๋ยวให้พี่ตะวันพาไปก็ได้” สายตาเยือกเย็นคู่นั้นของแม่ยังคงจ้องมาที่พื้น
“แม่ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย แกนิ ทำไมจะต้องไปให้มันเสียเงินเสียทองด้วย เรายิ่งไม่ค่อยจะมีอยู่ เดี๋ยวก็พากันอดอยากกันพอดี” แม่ยังคงค้านแต่ยังไอไปตลอดทาง
“แม่ๆๆ ผมมาแล้ว” เสียงพี่ตะวัน
“วันนี้ผมเอากระดาษไปขายได้ ๒๐ บาท พรุ่งนี้ตะวันจะไปเอากระดาษที่บ้านคุณครูมาขายอีก” เสียงพี่ตะวันยังคงสั่น เสียงขาดๆ เนื่องจากวิ่งมาไกลจากบ้าน
“ดีจังเลย งั้นวันนี้เรารีบกลับนะแม่” แม่ยังคงเดินลากรถขยะต่อไปไม่พูดอะไร ได้ยินแต่เสียงไอตลอดเวลา
“พี่ตะวัน แม่ไม่ยอมไปหาหมอสักที พี่ช่วยพูดกับแม่หน่อยสิ แม่ไอมาหลายวันแล้วนะ วาดกลัวแม่จะไม่สบายหนัก” พี่ตะวันถอนหายใจหลายเฮือก
“วาดก็รู้นิว่าแม่เราเป็นยังไง ฟังใครซะที่ไหน ตั้งแต่พ่อตายแม่ก็ทำงานหนักตลอด หาเงินให้เราสองคนได้เรียนหนังสือ แต่พี่ก็จะพยายามบอกแม่ละกัน ไม่ต้องห่วง” พี่จับหัวฉันเบาๆ
เสียงรถใหญ่เบรกดัง ฉันกับพี่ตะวันหันหน้าไปพร้อมกัน
“แม่” เราสองคนร้องเสียงหลง แม่ล้มลงหน้ารถซาเล้งเก่าๆ ขยะกระจายออกมาเต็มถนน ตัวแม่ไม่รู้สึกแล้ว ไม่รับรู้และก็ไม่ตอบสนองสิ่งใด ตัวแม่ซีดเหลืองไปหมด น้ำตาฉันเริ่มไหลลงอาบแก้มทั้งสองข้าง
ผู้คนต่างพากันวิ่งกรูเข้ามาดูร่างของแม่ที่นอนอยู่บนพื้น แม่ไม่รับรู้สิ่งใดแล้ว ไม่มีใครคิดที่จะช่วยแม่ออกไปจากที่นั่นเลย แม้กระทั่งคนที่มันชนแม่
“แม่จ๋า....หนูคิดถึงแม่” ประโยคนี้ฉันยังคงพร่ำบ่นรำพึงกับตัวเองทุกวัน ตั้งแต่นั้นมาเราสองคนพี่น้องจึงได้ไปอยู่กับสถานสงเคราะห์บ้านอิ่มอุ่น

***********************************

โรงพยาบาล
พ่อพาฉันไปเยี่ยมแม่ที่โรงพยาบาล ในห้องหอมอบอวนไปด้วยกลิ่นดอกทิวาราตรี ซึ่งปลูกไว้ที่ระเบียงหลังห้อง ดอกทิวาราตรีนี้มีลักษณะ เป็นไม้พุ่ม สูงประมาณ ๒-๕ เมตร แตกกิ่งยืดยาวจำนวนมาก เป็นไม้ดอกหอมสกุลเดียวกับราตรี ออกดอกดกส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ใบมีลักษณะรูปรีแกมใบหอกขอบใบเป็นคลื่น ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบที่ปลายกิ่ง ดอกเล็ก มี ๕-๖ กลีบ ปลายกลีบม้วนออกกลิ่นหอมตอนกลางวัน เมล็ดแก่เป็นสีดำซึ่งต่างจากราตรีที่เป็นสีขาว
ฉันกวาดสายตาไปรอบๆ ภายในห้องเต็มไปด้วยพื้นที่สีขาว ทั้งเตียง โต๊ะ พื้นห้อง ผนังห้อง ชุดรับแขก ชุดเครื่องนอน โทรทัศน์ แม้กระทั่งพรมเช็ดเท้ากับผ้าม่าน มองแล้วรู้สึกแปลกตาดี หัวเตียงเต็มไปด้วยสายน้ำเกลือ และสายให้เลือด ดูวังเวงยังไงก็ไม่รู้ ฉันยืนอยู่นาน
“แม่เป็นไงบ้างคะ วาดเป็นห่วงแม่มากเลย” ฉันร้องไห้มันสะเทือนไปถึงข้างใน เหมือนโดนแผลเก่าที่เคยได้รับมาเมื่อปีที่แล้ว ฉันจับมือแม่มากุมไว้ข้างแก้ม แล้วหอมมือแม่
“แม่ไม่เป็นไรแล้วล่ะลูก กอดแม่ที แม่ไม่ได้กอดลูกหลายวันแล้วนะ” ฉันโอบกอดแม่อยู่นาน จนไม่อยากเงยหน้าขึ้นมา แล้วพ่อก็มาโอบกอดฉันกับแม่อีกทีทางด้านหลัง ฉันรู้สึกอบอุ่นเหลือเกิน
ฉันเพิ่งมารู้ทีหลังว่าพ่อกับแม่เคยมีลูกมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่แม่ประสบอุบัติเหตุจนทำให้แท้งและมีลูกไม่ได้อีก แม่จึงหาเด็กมาเลี้ยง แม่บอกฉันว่า แม่รักฉันมากและไม่อยากให้ฉันจากไปไหนอีก อยากให้รักแม่เหมือนแม่แท้ๆของตัวเอง แม่อยู่ที่โรงพยาบาล ๑ อาทิตย์หมอก็อนุญาตให้กลับบ้านได้
***********************************

ริมทะเล
พระอาทิตย์ดวงใหญ่ ลอยขึ้นจากกท้องทะเล ทอแสงเป็นประกายระยิบระยับจับตา พื้นน้ำเต็มไปด้วยระลอกคลื่น ไหลเป็นเกลียวเข้าสู่ชายฝั่งครั้งแล้วครั้งเล่า เหล่าหอย ปูเสฉวน พากันออกหากินตามริมชายหาดเป็นหลายครอบครัว เสียงคลื่นกระทบฝั่งดัง ซ่าๆ กลิ่นไอท้องทะเลยามเช้านี้ดูสดชื่นยิ่งนัก นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้มาสัมผัสกับธรรมชาติอันน่าตื่นเต้นเช่นนี้ แต่ทำไมถึงไม่มีความสุขก็ไม่รู้ อาจเป็นเพราะว่าไม่มีพี่ตะวันก็ได้ เพราะเมื่อก่อนเวลาที่ไปไหนเราจะไปด้วยกันตลอด พี่ตะวันไม่เคยทิ้งฉันเลย ฉันเดินไปตามริมชายหาดอยู่นานรู้สึกตัวเหนียว จึงขึ้นไปบนบ้านพัก
“ไปไหนมาลูก” พ่อกับแม่พูดขณะกำลังวุ่นอยู่กับการทำอาหารสำหรับปาร์ตี้ตอนเย็นนี้
“พ่อคะ แม่คะ หนูอยากกลับบ้านอิ่มอุ่นคะ” ฉันจ้องมองไปที่ดวงตาทั้งสองคู่ของท่าน เผื่อว่าท่านจะเห็นความปรารถนาของฉันบ้าง ท่านเงียบทั้งคู่ แล้วบอกให้ฉันไปอาบน้ำ ฉันเดินก้มหน้าออกไปอย่างช้าๆ พร้อมถอนหายใจ
บ้านพักที่นี่เป็นบ้านไม้สองชั้น ชั้นแรกเป็นห้องโถงทั้งหมด มีห้องน้ำ ๑ ห้อง ส่วนชั้นสองมีห้องนอน ๒ ห้อง แต่ละห้องจะมีห้องน้ำและระเบียงรอบนอก เมื่อมองออกไปจะเห็นวิวทะเลแต่ไกลสุดลูกหูลูกตา ส่วนรอบๆบ้านเต็มไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ หน้าบ้านมีชิงช้า ๒ ตัวแขวนไว้ และมีที่โล่งสำหรับจัดปาร์ตี้ ในขณะที่ฉันกำลังเดินบันไดลงมานั้น
“นี่คุณ ฉันว่าเราน่าจะพาลูกกลับไปเยี่ยมบ้านอิ่มอุ่นบ้างนะ นี่มันก็หลายเดือนแล้ว ที่ลูกไม่ได้กลับไป” แม่พูดกับพ่อด้วยสีหน้าจริงจังในขณะที่ฉันยืนฟังด้วยความตั้งใจ
“แน่ใจเหรอคุณ ผมว่าอีกสักหน่อยดีกว่านะ ผมว่าลูกยังลืมที่นั่นไม่ได้ บางทีผมก็เห็นแก่นั่งเหม่อบ่อยๆนะคุณ วันที่ลูกไม่สบายลูกยังละเมอถึงพี่แกเลย คุณก็รู้” พ่อขึ้นเสียงพร้อมสีหน้าบ่งบอกถึงความเครียด
“แต่ฉันสงสารลูกนิ คุณทำแบบนี้ก็ไม่ถูกนักหรอก ก็เค้าเป็นพี่น้องกันก็ต้องคิดถึงกันเป็นธรรมดา คุณทำแบบนี้ลูกยิ่งไม่มีความสุข รู้หรือเปล่า” แม่พูดถูกเหมือนรู้ใจฉัน
“เอาเป็นว่า เรื่องนี้ค่อยพูดกันอีกทีก็แล้วกัน ไปเรียกลูกมากินข้าวได้แล้ว” พ่อผ่อนเสียงเบาลง ฉันก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าไมพ่อกับแม่ถึงไม่อยากพาฉันไปเยี่ยมบ้าน
ในระหว่างที่กินข้าว ฉันไม่อยากจะจับแม้แต่ช้อน น้ำสักหยดฉันก็ไม่กิน เอาแต่นั่งเหม่อลอย มองออกไปยังรองเท้าคู่เก่าใบนั้นที่ฉันใส่มาด้วย
“ทำไมพี่ตะวันถึงไม่โทรหาฉันเลยนะ นี่ก็หลายเดือนแล้วที่เราไม่ได้พูดคุยกันเลย แม้แต่จดหมาย ทั้งๆที่ฉันก็เขียนไปทุกเดือน” ฉันนั่งบ่นกับตัวเองในใจ นั่งคิดครู่ใหญ่ พ่อก็เรียกฉัน
“เป็นอะไรหรือเปล่าลูก ทำไมไม่ยอมกินข้าวล่ะ ไม่หิวเหรอ” พ่อพูดแล้วตักกุ้งตัวโตใส่จานฉัน แม่ก็ตักให้เช่นกัน
“เปล่าคะ” ฉันทำเสียงแข็งใส่ท่าน น้ำเสียงแข็งกระด้างไม่น่าฟังเท่าไร แต่ฉันอยากให้ท่านรู้ว่าฉันกำลังน้อยใจแค่ไหน ที่ท่านไม่สนใจความรู้สึกฉัน สักพัก ฉันสะอื้นน้ำตาคลอ
“พ่อกับแม่คะ หนูอยากกลับบ้านอิ่มอุ่นค่ะ พาหนูกลับเถอะนะคะ หนูขอร้อง” ฉันเอามือปาดคราบน้ำตาที่ไหลลงข้างแก้ม มันไม่มีวี่แววว่าจะหยุดไหล ฉันก็ไม่รู้ว่าทำไม ?
***********************************

ฤดูหนาว
หมอกหนายามเช้าเข้าปกคลุมทุกพื้นที่ เป็นสัญญาณบอกว่า เข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว สายลมพัดผ่านมาพร้อมความหนาวเย็นในตอนเช้า เสียงใบไม้ไหวลู่ไปตามแรงลม ต้นไม้ผลัดใบเปลี่ยนไปตามกาลเวลา รถวิ่งฝ่าละอองหมอกไปเรื่อยๆ เพียงไม่กี่ชั่วโมง ฉันก็ได้กลับมาสู่อ้อมกอดของบ้านอิ่มอุ่นอีกครั้ง ฉันนั่งยิ้มไปตลอดทาง จนกระทั่ง...
“ยินดีตอนรับสู่บ้านอิ่มอุ่นอีกครั้งครับ” เสียงพี่ตะวันดังเข้ามาในรถ ขณะที่ฉันกำลังจะก้าวลงจากรถ
“โปรดระวังนะครับสาวน้อยของพี่” เสียงพี่ตะวันดูเปล่งปลั่ง สดชื่น พี่ผายมือต้อนรับฉัน
“ทำไมพี่ถึงไม่เขียนจดหมายหาวาดเลย” ฉันพูดพร้อมกับกระโดดกอดพี่ตัวโหย่ง สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นอย่างที่เคยมี
“พี่ขอโทษนะ พี่งานยุ่งไปหน่อย แต่พี่รู้ว่าน้องของพี่เป็นเด็กดี ไม่ดื้อ ไม่ซนใช่มั้ย” พี่ตะวันยังคงเสียงอ่อนนุ่มเช่นเดิม อย่างไรก็อย่างนั้น
***********************************

ที่เดิม...ริมธาร
เราสองคนเดินไปยังริมธารที่อยู่อีกฝั่งของสถานสงเคราะห์ ที่นี่คือที่ที่เราสองคนชอบมามากที่สุด เพราะว่ามันเป็นเหมือนที่ระบายความทุกข์และในเวลาเดียวกันก็เป็นที่ที่ให้ความสุขไปด้วย ทำไมน่ะเหรอ
“วาด จำไว้นะ ถ้าเราเกิดความทุกข์เมื่อไหร่ ให้เราสองคนเอาก้อนหินมาวางไว้ใต้ต้นไม้คนละต้น แต่เมื่อไรที่เรามีความสุข เราจะเอาก้อนหินที่เราวางไว้ใต้ต้นไม้โยนลงน้ำไป เพื่อล้างความทุกข์”
“โอโหถ้าอย่างนั้นเราคงไม่มีก้อนหินให้โยนลงน้ำหรอกคะ เพราะเราสองคนมีแต่ความสุข จริงมั้ยคะพี่ตะวัน” รอยยิ้มวันนั้นฉันยังจำได้ดี
เมื่อก่อนเราสองคนเมื่อว่างจากการทำกิจกรรมในบ้านอิ่มอุ่น เราจะมานั่งคุยกันหยอกล้อเล่นกันตามประสาเด็ก ที่สุขสุดๆก็คือ พี่ตะวันจะนั่งร้องเพลงให้ฉันฟัง จนฉันหลับทุกครั้งไป แต่มาวันนี้ ภาพเหล่านั้นแม้มันจะไม่จากไปจากใจฉันก็ตาม แต่มันไม่เหมือนเดิมแล้ว เพราะต้นไม้ต้นนั้นที่เราจะเอาก้อนหินไปวางเมื่อมีความทุกข์ ตอนนี้ใต้ต้นไม้นั้นเต็มไปด้วยก้อนหินมากมายแทบจะกระจายตกลงน้ำเองด้วยซ้ำ ฉันถึงได้รู้ว่า พี่ตะวันคงเจ็บปวดและเป็นทุกข์มาก เพราะฉันเองก็ไม่ได้มีความสุขไปมากกว่าพี่เลย
ดวงตากลมโต ใบหน้ารูปไข่ จมูกเป็นสัน มีแก้มเล็กน้อย ตัดผมทรงนักเรียน วันนี้พี่ตะวันดูหล่อมาก เสื้อลายขวางสีฟ้าขาวตัดกัน ทำให้ผิวสีขาวของพี่ดูเด่นขึ้นมาทันที รูปร่างของพี่ดูใหญ่กว่าเด็กรุ่นเดียวกัน คงเป็นเพราะว่าพี่ทำงานตั้งแต่เด็ก แสงแดดเริ่มทอประกายจ้าขึ้น ในขณะที่เราสองคนกำลังโยนก้อนหินทั้งหมดลงริมธารไป ด้วยใบหน้าที่มีความสุขที่สุด พี่ตะวันคงจะรู้ล่วงหน้าแล้วว่าวันนี้จะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นระหว่างเราสองคน
“ทำไมพี่ตะวันถึงโยนก้อนหินลงไปหมดล่ะ” ฉันถามด้วยความสงสัยจริงๆ แต่มือก็ยังคงจับก้อนหินโยนลงน้ำทีละก้อนอย่างช้าๆ พี่ยิ้มให้ฉันแล้วหันมา
“ก็วันนี้พี่ตะวันมีความสุขมากที่สุดไง แล้วความทุกข์ที่เกิดขึ้นมาทั้งหมด จะต้องหมดไปในวันนี้ เพราะว่าน้องสุดที่รักของพี่กลับมาบ้านไงล่ะ เข้าใจมั้ย” รอยยิ้มของพี่ยังคงดูอบอุ่นเช่นเดิม

***********************************

ฉากสุดท้าย
เราสองคนเดินจูงมือกันกลับบ้านอิ่มอุ่น ทุกคนพร้อมหน้าพร้อมตานั่งรอเราสองคนอยู่แล้ว บรรยากาศดูแปลกตาไปมาก เหมือนกับว่าเราสองคนเป็นดาราหนังมีคนคอยมาดูอยู่มากมาย แต่ฉันกับพี่ตะวัน คงไม่ได้รู้สึกดีใจนักหรอก เพราะเรารู้ว่าในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าเราจะเดินออกจากบ้านหลังนี้ไป เหลือเพียงความทรงจำที่แสนดีที่เราสองคนจะจดจำมันไปตลอดกาล
ฉากสุดท้ายที่เราจากมา ทุกคนในบ้าน ๕๖ ชีวิตต่างพากันออกมายืนส่งเราสองคน ไปสู่บ้านหลังใหม่ ทั้งน้ำตาและเสียงหัวเราะเข้ามาอยู่ในความทรงจำของเราทั้งสองคนแล้ว เราสัญญากับพวกเขาว่าเราจะไม่ทอดทิ้งเขาและจะหมั่นมาเยี่ยมเยือนบ่อยๆแน่นอน
แสงแดดแห่งความอบอุ่นเริ่มจากลง แต่แสงแห่งความเมตตาเอื้ออาทรของบ้านอิ่มอุ่นจะไม่มีวันเลือนจางไป หลังจากวันนั้นมา ฉันกับพี่ตะวัน จึงเขียนเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งขึ้นมาร่วมกัน โดยตั้งชื่อเรื่องสั้นว่า “ความสุขที่แตกต่าง”

๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๐

๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๐

ก้อนหิน...ก้อนนั้น


วันแรกที่ฉันเก็บก้อนหิน.......ก้อนนั้น
ช่วงหน้าหนาว........รู้สึกอบอุ่น
ฉันสัมผัสก้อนหินทุกวัน........ครั้งแล้วครั้งเล่า
มอบรักความผูกพัน จนรักมันขึ้นมา
วันหนึ่งฉันจับก้อนหินก้อนนั้นอีกครั้ง
มันร้อนดังเปลวไฟอยู่ในมือ
ฉันพยายามดับไฟทุกวิธี......กลับยิ่งลุกโชน
มันลามไปถึงหัวใจฉัน
เจ็บปวดรวดร้าวแสนสาหัสเหลือเกิน
สุดท้ายฉันทิ้งก้อนหิน........ก้อนนั้น
ด้วยจำยอม
เพราะฉัน....ไม่ใช่เจ้าของ
ก้อนหิน.....ก้อนนั้น


ปากการื่นรมย์ 23.50

เบ็ญจะมะมหาราช


เบ็ญจะมะมหาราชถิ่นมีชื่อ
เขาเล่าลือกล่าวขานกันนักหนา
โรงเรียนดีกว้างใหญ่เน้นปัญญา
การศึกษาแกร่งกล้าไม่แพ้ใคร
ได้ร่ำเรียนพากเพียรฝึกเขียนอ่าน
วิชาการถูกต้องสมสมัย
คณิตศาสตร์ เคมี ภาษาไทย
ฝึกฝนได้เชี่ยวชาญเหมือนอย่างครู
ร้อยมาลัย เย็บผ้า ทำอาหาร
ศิษย์ชำนาญเพราะฟังจนชินหู
แข่งขันวัดระดับคนเฝ้าดู
ให้เขารู้ว่าถิ่นเรารักใคร่กัน
พระเจ้าแม่ไทรงามนามเคารพ
ลูกนอบนบบูชาให้เฉิดฉันท์
เมื่อเติบใหญ่ไปหน้าจะฟ่าฟัน
ขอแบ่งปันความดีศรีนามเบ็ญฯ
พ่อองค์ดำล้ำค่าพาเลื่อมใส
จารึกในโรงเรียนให้ลูกเห็น
ท่านศักดิ์สิทธ์สนิทแน่นในใจเย็น
มีพ่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวของจิตใจ
เสด็จพ่อ ร.๕ ท่านก่อตั้ง
ศิษย์สมหวังได้ที่พึ่งอาศัย
ประดุจชั้นสวรรค์ศิลาลัย
สถิตในดวงหทัยตลอดกาล
ปากการื่นรมย์ 23.59

๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๐

ไกลบ้าน


เดินทางไกลห่างบ้าน เมืองนอน สู้ฤา
เจ้าพี่ทรงให้พร สู่น้อง
บัดนี้อย่าอาวรณ์ จงอุ่น ใจนา
ขอกราบลาพวกพ้อง บ่ได้คิดหนี
เห็นมาลีเหี่ยวเศร้า ทรวงใน นี่เฮย
ท่านพี่เป็นอย่างไร ไม่รู้
น้องนี้แทบขาดใจ แสนทุกข์ นั้นแล
เจ็บป่วยไร้แรงสู้ จบสิ้นอาสัญ
ปากการื่นรมย์ 23.28

ไม่กลับไป


จบแล้วจากเลยมิหวนกลับ
จะดับจะตายก็ช่างเขา
ทางเดินเราเลือกเป็นของเรา
จะเฝ้าทุกข์ใจไปทำไม
เจ็บนี้ต้องลาจากถึงสอง
ไม่ลองรักใครอีกเข้าใจไหม
ดูสิจะตายให้รู้ไป
ถ้าทำได้สมควรอยู่เป็นคน
ชีวิตของเรา เราก็รัก
มัวยึกยักตรอมใจจะไร้ผล
สู้สิเราจิตใจต้องอดทน
เป็นดั่งฝนหลังตกคงชื่นใจ
จากนี้จะเป็นไงก็ช่างเถอะ
ไม่ขอเจอะคนดีแม้หน้าไหน
ต่อให้รักแสนรักสักปานใด
ก็จะไม่รักตอบอย่าหวังเลย
ปากการื่นรมย์ 23.17

เราคู่กัน

ธรรมชาติสร้างมาเราคู่กัน
มีเธอฉันเคียงคู่สโมสร
ห่วงหาเกื้อกูลและอาทร
ร่วมสัญจรฟันฟ่าอันตราย
จะยากดีมีจนฉันไม่ว่า
แต่ถ้ากล้าอดทนไม่หนีหาย
ร่วมต่อสู้กับฉันจนวันตาย
สู่จุดหมายปลายทางของสองเรา


ปากการื่นรมย์ 23.11