๙ มีนาคม ๒๕๕๓


ลาจาก....ด้วยดี

หมดคำพูด หมดศรัทธา หมดความหวัง
หมดพลัง อ่อนและล้า ไร้จุดหมาย
บ้านที่สร้าง ถูกรื้อถอน พังทลาย
มันวอดวาย แหลกเหลว เลวสิ้นดี
คำพูด การกระทำ คำสัญญา
ดูไร้ค่า เสื่อมยศ หมดราศี
เธอทำลาย ฉันจนเป็น ผงธุลี
ขาดชีวี ไร้ซึ่ง จิตวิญญาณ
หากวันนั้น ฉันรู้ค่า ในความรัก
ที่เธอจัก มอบให้คือ ความสงสาร
ในวันนั้น ฉันจะไม่ มาพบพาน
ให้เธอหาญ เอาดวงใจ ของฉันไป
สิ่งที่เธอ ได้ทำ ช่างสาสม
เปรียบเธอเป็น โคลนตม สมควรไม่
เธอคือดอก อุตพิษ มีพิษภัย
แว้งกัดได้ แม้ผู้หญิง ช่างเลือดเย็น
พอทีเถอะ จากนี้ จงแก้ไข
ทำตัวใหม่ ให้โลก ได้รู้เห็น
จงทำดี ทำไป ไม่ไหวเอน
ดับทุกข์เข็ญ ที่เผาไหม้ ในใจตน
ฉันขอ อโหสิ เธอทุกอย่าง
จะละวาง ความคิด ที่สับสน
อยากลับไป ใช้ชีวิต ให้เป็นฅน
จะอดทน อดกลั้น ทำความดี
ขอพลัง ในการเริ่ม ชีวิตใหม่
อย่างสดใส ก้าวหน้า ในหน้าที่
มีชีวิต ชีวา ทุกนาที
สุขชีวี สุขอุรา กาลนี้เทอญ
ปากการื่นรมย์ 12.06 น.
09/03/2010

๓๐ มกราคม ๒๕๕๒

แสงเทียนในความมืด

จากสังคมในอดีตที่ผ่านมา จนถึงสังคมยุคปัจจุบัน หรือที่เรียกว่า โลกาภิวัตน์ ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก เพราะในขณะนี้เต็มไปด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย กลายเป็นดาบสองคมสำหรับคนในเมืองไปแล้ว โดยเฉพาะเยาวชนไทย ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่จะถูกรบเร้าจากสิ่งเหล่านี้ อาจถูกครอบงำได้ง่าย จนกลายเป็นปัญหาของครอบครัว สังคม และประเทศชาติในอนาคตได้ ดังจะเห็นได้จากข่าวต่างๆมากมาย เช่นข่าวอาชญากรรม ข่าวก่อการร้าย ข่าวยาเสพติด ข่าวคอรับชั่น ล้วนแล้วเกิดจากการที่คนในสังคมขาดคุณธรรมและจริยธรรมทั้งสิ้น มีผลทำให้เด็กและเยาวชนเกิดการลอกเลียนแบบได้ง่าย
คุณธรรมและจริยธรรมเป็นตัวแปรสำคัญ ที่จะสามารถทำให้บ้านเมืองสงบสุขได้ แต่ในขณะนี้บ้านเมืองเราเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ผู้คนต่างก็แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน ยอมทำทุกอย่างเพื่อหวังจะให้ตนเองเป็นใหญ่ โดยลืมนึกถึงคุณธรรมและจริยธรรม ครอบครัวหลายครอบครัวต่างผลักดันบุตรหลานของตนให้เทียบเท่าหรือดีกว่าคนอื่น โดยเฉพาะความรู้เชิงวิชาการความสามารถจะต้องรอบด้านและเก่งทันคนในสังคม เช่น บางครอบครัวจ้างครูสอนพิเศษให้ลูก หรือส่งลูกไปเรียนกิจกรรมเสริมมากมาย เพื่อหวังให้ลูกให้ประสบผลสำเร็จในวันข้างหน้า โดยลืมนึกไปว่า ความรู้จะต้องอยู่คู่กับคุณธรรม ลืมปลูกฝังค่านิยมแห่งความดีให้กับเด็กๆ ทำให้เด็กกลายเป็นคนเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม
การเรียนการสอนในโรงเรียนถือเป็นอีกทางหนึ่งที่จะปลูกฝังเยาวชนให้รู้จักใช้คุณธรรมและจริยธรรมในการดำเนินชีวิตประจำวัน เพราะเวลาส่วนใหญ่ของเด็กนั้น จะศึกษาอยู่ในโรงเรียน โดยมีครูเป็นตัวจุดแสงสว่างนำทางให้กับเด็กนักเรียน ถ้าครูสามารถให้คำแนะนำในเรื่องการสั่งสมคุณธรรมจริยธรรมไปพร้อมกับการเรียน จะช่วยให้นักเรียนได้คุ้นเคยและรู้จักการเสียสละ รู้จักการอยู่ร่วมกับผู้คนในสังคม ทำให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในวันข้างหน้าได้
คำว่าคุณธรรม จากราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ให้ความหมายไว้ว่า เป็นสภาพคุณงามความดี ที่เราสามารถกระทำได้เอง โดยการแนะนำจากครูที่พร่ำสั่งสอนให้ได้ยินได้ฟังจนคุ้นหู โดยให้เด็กๆได้รู้จักหน้าที่และปฏิบัติได้จริง สามารถเปลี่ยนทัศนะคติจากวัตถุนิยมมาเป็นธรรมนิยม คือการรู้จักปัญญา รู้จักใช้เหตุผลมากกว่าการใช้อารมณ์ แสดงให้เด็กได้เห็นว่าเกียรติยศ ชื่อเสียง เงินทอง ล้วนแล้วเป็นเพียงสิ่งประดับชีวิตเท่านั้น ไม่จีรังยั่งยืน สามารถหาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่คุณงามความดีที่อยู่ในตัวตนอยู่ในจิตใจต่างหากที่เป็นของมีค่าที่สุด เพราะไม่มีใครสามารถเอาไปจากตัวเราได้
นอกจากการมีคุณธรรมแล้ว เยาวชนจะต้องเรียนรู้การมีจริยธรรมไปพร้อมคุณธรรม คำว่าจริยธรรม เป็นหลักในการประพฤติปฏิบัติให้ตั้งอยู่ในความดี ความมีเมตตากรุณา ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การดำรงตนอยู่ในศีลธรรม ละเว้นความชั่วทั้งหลาย จิตใจต้องสะอาด กายต้องบริสุทธิ์ ปราศจากสิ่งอวมงคลต่างๆ ดังนั้นครูอาจารย์ควรส่งเสริมการเรียนรู้ในห้องเรียนไปพร้อมกับคุณธรรมจริยธรรม และทำตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่เด็ก
โรงเรียน ซึ่งเป็นสถานศึกษาขนาดใหญ่สำหรับเยาวชน สามารถปฏิบัติหน้าที่หลักในการบริหารและจัดการเรียนการสอน จัดกิจกรรมส่งเสริมทักษะต่างๆให้แก่นักเรียนได้ เพื่อเป็นการพัฒนาปัญญา ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม เช่น ฝึกสอนให้เด็กรู้จักการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้จัดกิจกรรมสำคัญของประเทศ เช่น วันพ่อ วันแม่ วันจักรี วันฉัตรมงคล รวมถึงกิจกรรมที่สร้างจิตสำนึกในประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิมของบรรพบุรุษ เช่น วันลอยกระทง วันสงกรานต์ และวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา คือวันออกพรรษา วันเข้าพรรษา เป็นต้น
การจัดกิจกรรมแบบนี้ ทำให้นักเรียนได้ช่วยกันระดมแนวความคิด ออกแบบ สร้างสรรค์ ผลิตผลงานออกมาจนเป็นที่น่าประทับใจ มีผลทำให้เป็นที่น่าภาคภูมิใจแก่ตนเองและเพื่อนๆ ครูอาจารย์ นอกจากนี้โรงเรียนสามารถสร้างกิจกรรมให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในความเป็นประชาธิปไตย คือการใช้สิทธิของตนเอง โดยเน้นการเข้าร่วมกิจกรรมการหาเสียงเลือกตั้งคณะกรรมการนักเรียน การหาเสียงเลือกประธานนักเรียน หรือจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามลักษณะวิชาที่ถนัด ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมทางดนตรี กิจกรรมทางวิชาการ กิจกรรมทางกีฬา กิจกรรมเสริมทักษะ เป็นต้น เพื่อให้นักเรียนมีความสุขในการเลือกเรียนในสิ่งที่ตนเองถนัด หรือการเข้าร่วมในการทำงานของโรงเรียน เช่น การเข้าแถวเคารพธงชาติ กิจกรรม ๕ ส การจัดพานไหว้ครู การปลูกต้นไม้ในโรงเรียน การแข่งกีฬาสี เพื่อเป็นการสร้างความสามัคคีปรองดอง สร้างสัมพันธ์ไมตรีระหว่างครูกับนักเรียน และยังจัดกิจกรรมเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับสังคมได้ คือการจัดโครงการนำร่องสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตให้กับนักเรียนได้เป็นอย่างดี
โครงการต่างๆที่โรงเรียนสามารถมีบทบาทในการเสริมสร้างเยาวชนให้เข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็น โครงการเยาวชนพลยุติธรรม โครงการเยาวชนใจอาสา โครงการเยาวชนรักบ้านเมือง โครงการเยาวชนรักสิ่งแวดล้อม โครงการเยาวชนไทยไปวัด เป็นต้น โครงการเหล่านี้ล้วนแล้วเป็นโครงการที่ช่วยกล่อมเกลาจิตใจเด็กให้มีความรักบ้านเมือง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รู้จักการอยู่ร่วมกับผู้อื่น และเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการสร้างประสบการณ์ให้แก่เยาวชน เพราะเด็กที่จะเติบโตต่อไปในอนาคต จะต้องรู้จักทำกิจกรรมยามว่าง กิจกรรมที่สามารถพัฒนาตนเอง สังคม เพื่อเป็นฐานสำคัญของประเทศชาติต่อไป
การที่เยาวชนจะมีคุณธรรมจริยธรรมที่ดีได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีพื้นฐานทางครอบครัวที่สมบูรณ์และอบอุ่นเป็นสำคัญ โดยขั้นแรกพ่อแม่ ญาติพี่น้องต้องปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่าง อยู่ในกรอบศีลธรรมจรรยาที่ดีงาม ให้เยาวชนได้เห็นเพื่อจะได้จดจำและเป็นการปลูกฝังตั้งแต่เด็ก เมื่อเติบโตขึ้นจะได้นำตัวอย่างไปใช้ได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม หลักในการทำความดีให้ลูกเห็นทำได้ไม่ยาก สามารถปฏิบัติได้ดังนี้
๑. สอนลูกให้รู้จักตนเอง ให้มากที่สุด สอนให้รู้ว่าความดีมีอยู่ในทุกคน และควรใช้ความดีในทางที่ถูกต้อง ดังคำสอนของท่านพุทธทาส กล่าวไว้ว่า
จงรู้จักตัวเอง
จงรู้จักตัวเอง คำนี้หมาย
ว่าค้นพบแก้วได้ ในตัวท่าน
หานอกตัวทำไม ให้ป่วยการ
ดอกบัวบานอยู่ในเรา ให้เขลาไป
ในดอกบัวมีมณี ที่เอกอุตม์
เพื่อมนุษย์ค้นหา มาให้ได้
การตรัสรู้หรือรู้ สิ่งใดใด
ล้วนมาจากความรู้ ตัวสูเอง"
(ท่านพุทธทาส)

๒. สอนลูกให้รู้จักรักคนอื่นให้เหมือนกับรักตนเอง
๓. ให้ความรักแก่ลูกอย่างถูกต้องเหมาะสม ตามโอกาสและเวลาที่เหมาะสม
๔. เมื่อมีการทะเลาะเบาะแว้ง จงใช้ปัญญาและเหตุผล ห้ามใช้อารมณ์
๕. หัดให้ลูกปฏิบัติธรรม สร้างบุญสร้างกุศลตั้งแต่เด็ก เช่นการใส่บาตร เข้าวัด ฟังธรรม
๖. ปลูกฝังลูกให้รู้จักทำกิจกรรมที่ช่วยเหลือสังคมและประเทศชาติ เช่น ช่วยเหลือคนพิการ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติ หรือไปทำบุญที่บ้านคนชรา เป็นต้น
จะเห็นได้ว่า การมีคุณธรรมจริยธรรมจะต้องได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่ยังเด็ก ทั้งจากครูอาจารย์ จากครอบครัว หรือสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีส่วนสำคัญเช่นกันที่เป็นตัวแปรในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมต่างๆทั้งทางบวกและทางลบ แต่ปัจจัยเหล่านี้ ล้วนเป็นปัจจัยภายนอกเท่านั้น ที่เยาวชนได้รับมา สิ่งที่เป็นปัจจัยภายใน ในการสร้างคุณธรรมจริยธรรมที่ดี คือจิตใจของตนเอง ยกตัวอย่างเช่น เด็กเกิดในครอบครัวที่อบอุ่น อาศัยอยู่ในชุมชนแออัด สิ่งแวดล้อมไม่ดีเท่าที่ควร เรียนโรงเรียนวัดแถวชุมชน แต่เด็กคนนี้กลับเป็นคนดีเรียนเก่งมีคุณธรรมจริยธรรม มีน้ำใจต่อเพื่อนบ้าน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เพราะเด็กคนนี้มีจิตใจเข้มแข็งพร้อมกับมีครอบครัวที่ดีหนุนนำ ในขณะที่เด็กอีกครอบครัวหนึ่ง มีฐานะร่ำรวย เรียนโรงเรียนที่ดี สิ่งแวดล้อมสวยงาม แต่เด็กกลับไม่มีคุณธรรมจริยธรรม เห็นแก่ตัว ดูถูกผู้อื่น จากตัวอย่างนี้สะท้อนให้เห็นว่า สิ่งแวดล้อมและครอบครัวไม่ได้มีผลทำให้เด็กมีคุณธรรมจริยธรรมมากนัก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือจิตใจของตนเอง จะเป็นตัวควบคุมสติได้ดีที่สุด
คนบางประเภทนำความรู้ที่เรียนมานำไปใช้ในทางที่ผิด เพราะขาดคุณธรรมจริยธรรมในการดำเนินชีวิต สร้างปัญหาให้กับผู้คนในสังคม เช่น เก่งคอมพิวเตอร์ จึงคิดทำตัวติดไวรัสเพื่อให้ผู้อื่นให้รับความเสียหาย หรือนำภาพผู้อื่นไปตัด ซึ่งเป็นการทำผิดอย่างร้ายแรง ทำให้เราเห็นได้ชัดเจนว่าบางครั้งการศึกษาก็ไม่สามารถทำให้คนเป็นคนดีได้ เนื่องจากมุ่งความรู้เพียงอย่างเดียว ไม่มีหลักยึดเหนี่ยวจิตใจ แต่ในบางกรณีที่บางคนทำดีมาตลอดโดยไม่เคยหวังสิ่งตอบแทน แต่ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครเห็นคุณค่า คล้ายสุภาษิตที่ว่า ปิดทองหลังพระ คือทำความดีแต่ไม่มีใครเห็น ภาพเหล่านี้ได้กลายเป็นเรื่องปกติของคนในสังคมไปแล้ว เยาวชนส่วนใหญ่จึงมองว่า การทำความดีนั้นทำยาก แต่ทำความชั่วนั้นง่ายกว่า เพราะทำดีไปก็ไม่มีใครเห็น แต่ในความเป็นจริงนั้น การทำความดีทำได้ไม่อยากเลย เพราะทุกคนมีความดีอยู่ในตัวเอง ดังคำกล่าวของท่านอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ที่กล่าวไว้ว่า “ความดีนั้นไม่ใช่สิ่งหายากอะไรเลยไม่ต้องไปหาที่ไหน หาที่ตัวเราเอง ความดีทั้งหลายอยู่ในตัวของเราเองนั่นแหละ” เปรียบเหมือนกับแสงเทียนที่อยู่ในเงาแห่งความมืด คนเราก็เช่นกันมีแสงแห่งความดีงามอยู่ในตัวทุกคน แต่จะสามารถนำเอาแสงแห่งความดีนั้นออกมาใช้ในทางที่ถูกต้อง เหมาะสม หรือจะใช้แสงสว่างในทางที่ผิดคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งขึ้นอยู่กับจิตใจของคนๆนั้น
ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่เด็กและเยาวชนไทยในปัจจุบัน ควรได้รับการปลูกฝังเรื่องความรู้คู่คุณธรรมจริยธรรมทั้งจากครอบครัว จากสถานศึกษาและจากสังคม ตั้งแต่ยังเด็ก เพื่อให้รู้ว่า การที่เราจะเป็นคนเก่งและดีในสังคมได้นั้น นอกจากการมีความรู้มากพอที่จะสามารถพัฒนาสังคม ประเทศชาติ ให้เจริญก้าวหน้าไปได้แล้ว ยังต้องมีคุณธรรมจริยธรรมควบคู่กันไปด้วย จึงจะสามารถปกครองบ้านเมืองให้ร่มเย็นเป็นสุข ทั้งกายและใจ

๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๐

ความสุขที่แตกต่าง

ความสุขที่แตกต่าง

รองเท้า...เก่าๆ
“สุขสันต์วันเกิดจ๊ะ น้องสาวสุดน่ารักของพี่ตะวัน” เขายิ้มให้เธอพร้อมส่งของขวัญให้ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แก้วเขาดูแดง
“อะไรคะพี่ ของวาดเหรอคะ อืมๆ อะไรหนอ” เธอรับของขวัญไปแล้วหันมาทำหน้าสงสัยกับเขา แต่แอบยิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก
“สวยมั้ยเอ่ย ไหนลองใส่ให้พี่ดูสิว่ามันพอดีมั้ย” เขาหยิบรองเท้าใบเก่าขึ้นมาแล้วจับเท้าน้องค่อยๆใส่ลงไป
“โอโห ! สวยจังเลยคะ วาดใส่ได้พอดีเลย นุ่มด้วย” เขายิ้มพร้อมสูดหายใจลึก มองดูน้องด้วยความเอ็นดู
ฉันยังคงจำภาพเหตุการณ์ในวันนั้นได้ดี วันนั้นเป็นวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๐ วันเกิดครบรอบ ๑๑ ปีของฉัน ทุกปีทางสถานสงเคราะห์จะจัดงานให้กับเด็กที่เกิดเดือนเดียวกัน มาจัดในคืนวันสุดท้ายของเดือนนั้นๆ แต่ปีนี้ไม่ได้จัด เพราะทางสถานสงเคราะห์ไม่มีเงินหมุนเวียนมากพอ จึงได้แต่มอบของขวัญและอวยพรให้เท่านั้น มีเพียงแต่พี่ชายที่แสนดีของฉัน ที่ยังคงให้ของขวัญฉันเหมือนเคย แต่รองเท้าที่ฉันได้ในปีนี้ ฉันภูมิใจมากที่สุด เพราะฉันรู้ว่าพี่เหนื่อยมากกว่าจะได้มันมา
***********************************
บ้านหลังใหม่..
บ้านเดี่ยว ๒ ชั้น มีเนื้อที่ ๒ ไร่ ทาสีเปลือกไม้ทั้งหลัง ยกสูงพอสมควร หน้าบ้านปลูกต้นสนไว้เป็นทางยาว ดูแล้วเป็นระเบียบ และยังมีสวนดอกไม้กับน้ำพุอยู่กลางที่วงเวียน ข้างบ้านทางด้านซ้ายจะเป็นที่จอดรถ ส่วนทางด้านขวาของบ้านจะมีสระว่ายน้ำขนาดเล็ก หลังบ้านจะมีสวนหย่อมเล็กๆ เหมาะสำหรับนั่งเล่นและอ่านหนังสือเป็นอย่างมาก ส่วนภายในบ้านนั้นมี ๕ ห้องนอน ๔ ห้องน้ำ มีคุณพ่อ คุณแม่ และมีแม่บ้าน ๒ คน เฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านจะเป็นรูปแบบเดียวกันคือ ส่วนใหญ่จะเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ทำมาจากธรรมชาติ ไม่เป็นมลภาวะต่อคนในบ้าน ฉันรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองโชคดีมากนัก เพราะอย่างน้อยคนที่นี่ก็ดีกับฉัน
นี่ก็เกือบ ๖ เดือนแล้วที่ฉันไม่ได้กลับบ้านอิ่มอุ่น เพราะบ้านหลังใหม่ของฉันอยู่ไกลจากบ้านหลังเดิมมากนัก ฉันก็ได้แต่เขียนจดหมายหาพี่ตะวันฉบับละอาทิตย์ เพราะฉันก็ต้องเรียนหนังสือด้วย นานๆถึงจะได้คุยโทรศัพท์กันสักที
ทุกๆวันฉันต้องตื่นแต่เช้ามากินข้าว คุณพ่อจะไปส่งฉันที่โรงเรียน ตอนเย็นจะไปรับกลับ โรงเรียนห่างจากบ้านประมาณ ๓ กิโลเมตร ระหว่างทางที่ไปนั้น ข้างๆถนนจะเป็นต้นไม้ต้นสูงเรียงกันเยอะมาก มีดอกไม้แซมปะปนกันบ้างเป็นบางช่วง ถนนหนทางแถวนี้จะเป็นทางลาดชัน เพราะอยู่บนเขา ถ้าเป็นวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ คุณพ่อกับคุณแม่จะพาเข้าไปเที่ยว หรือพักผ่อนในเมือง ท่านทั้งคู่ตามใจฉันทุกอย่าง ท่านมีบุญคุณกับฉันเหลือเกิน
**********************************

รองเท้าคู่ใหม่
“ปานวาดลูก แต่งตัวเสร็จยังจ๊ะ แม่กับพ่อไปรอที่รถนะ” เสียงแม่ดังขึ้นไปถึงห้องนอนฉัน
“วันนี้พ่อกับแม่จะพาลูกไปซื้อรองเท้าคู่ใหม่ในเมืองนะ แล้วจะพาไปเรียนดนตรีไทยด้วย ลูกชอบไม่ใช่เหรอคะ” พ่อพูดพร้อมหันหน้ามามองแล้วลูบหัวฉันเบาๆ ฉันยังคงนั่งนิ่งไม่ตอบโต้พ่อกับแม่เลยสักคำ ได้แต่ก้มมองดูรองเท้าคู่เก่าที่พี่ตะวันซื้อให้ฉันในงานวันเกิด
รองเท้าสีขาว หุ้มส้นเตี้ย ด้านหน้ารองเท้าตกแต่งด้วยเชือกน้ำตาลและตุ้งติ้งสีทอง ผูกเป็นโบว์ไว้ พื้นรองเท้าเป็นลายหมากรุกสีขาวตัดดำข้างรองเท้าตกแต่งด้วยดอกไม้สีสันสดใส ดูหรูหรามาก แม่เลือกคู่นี้ให้ฉันลองใส่
“เป็นไงบ้างลูก ใส่ได้มั้ยคะ แม่ว่ามันน่าจะพอดีนะ” แม่หมุนตัวฉันไปมาหลายรอบ
“ก็ดีคะ ใส่ได้พอดี” ฉันตอบแม่แต่หันไปมองรองเท้าคู่เก่า
“ตกลงเอาคู่นี้นะคะคุณ” แม่บอกกับพนักงานขาย แล้วหันมาบอกฉันว่า
“ลูกใส่คู่นี้กลับเลยแล้วกันนะ เอาคู่นั้นเก็บใส่ถุง” แม่รีบจ่ายเงินแล้วพาฉันเดินออกไป
***********************************

แม่จ๋า...หนูคิดถึงแม่
ดวงตะวันสาดแสงลอดหน้าต่างห้องนอนฉัน แสงอันอบอุ่นตกกระทบมายังพื้นห้อง ฉันลุกออกจากเตียง แล้วได้ยินเสียงดังโครม เหมือนเก้าอี้ล้ม ฉันรีบวิ่งออกไปดู ปรากฏว่า ภาพเบื้องหน้าที่เห็นนั้น แม่หน้ามืดล้มลงหมดสติ หน้าดูซูบผอม ตัวเหลืองมาก ฉันยืนนิ่งตาโตมองดูแม่อยู่นาน จนพ่อเรียก ฉันถึงหันไป
ภาพแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง ฉันจำได้ มันเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว
“แม่ วาดกลับมาแล้ว เรารีบออกไปหาเก็บขยะกันเถอะคะ วาดช่วยนะวันนี้วาดไม่มีการบ้าน พี่ตะวันบอกว่าจะไปช่วยอีกคน แต่จะตามไปทีหลัง พี่ตะวันไปเก็บกระดาษเศษที่โรงเรียนอยู่” ฉันรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว แล้วไปกับแม่
“ไปๆๆๆ หนีไปไกลๆเลย ไอ้พวกนี้นิมันมาอีกแล้ว บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่ามาเก็บขยะแถวนี้ เกะกะขวางทาง เห็นมั้ยรถมันติด พวกขยะสังคมนิ” เขาว่าเราพร้อมกับทำทีหน้าไม่พอใจที่เรามาเก็บขยะแถวนี้
“ไปที่อื่นกันเถอะลูก” แม่พูดแล้วไอตลอดเวลา ฉันสงสารแม่เหลือเกิน
“วาดว่าแม่ไปหาหมอดีกว่านะ เดี๋ยวให้พี่ตะวันพาไปก็ได้” สายตาเยือกเย็นคู่นั้นของแม่ยังคงจ้องมาที่พื้น
“แม่ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย แกนิ ทำไมจะต้องไปให้มันเสียเงินเสียทองด้วย เรายิ่งไม่ค่อยจะมีอยู่ เดี๋ยวก็พากันอดอยากกันพอดี” แม่ยังคงค้านแต่ยังไอไปตลอดทาง
“แม่ๆๆ ผมมาแล้ว” เสียงพี่ตะวัน
“วันนี้ผมเอากระดาษไปขายได้ ๒๐ บาท พรุ่งนี้ตะวันจะไปเอากระดาษที่บ้านคุณครูมาขายอีก” เสียงพี่ตะวันยังคงสั่น เสียงขาดๆ เนื่องจากวิ่งมาไกลจากบ้าน
“ดีจังเลย งั้นวันนี้เรารีบกลับนะแม่” แม่ยังคงเดินลากรถขยะต่อไปไม่พูดอะไร ได้ยินแต่เสียงไอตลอดเวลา
“พี่ตะวัน แม่ไม่ยอมไปหาหมอสักที พี่ช่วยพูดกับแม่หน่อยสิ แม่ไอมาหลายวันแล้วนะ วาดกลัวแม่จะไม่สบายหนัก” พี่ตะวันถอนหายใจหลายเฮือก
“วาดก็รู้นิว่าแม่เราเป็นยังไง ฟังใครซะที่ไหน ตั้งแต่พ่อตายแม่ก็ทำงานหนักตลอด หาเงินให้เราสองคนได้เรียนหนังสือ แต่พี่ก็จะพยายามบอกแม่ละกัน ไม่ต้องห่วง” พี่จับหัวฉันเบาๆ
เสียงรถใหญ่เบรกดัง ฉันกับพี่ตะวันหันหน้าไปพร้อมกัน
“แม่” เราสองคนร้องเสียงหลง แม่ล้มลงหน้ารถซาเล้งเก่าๆ ขยะกระจายออกมาเต็มถนน ตัวแม่ไม่รู้สึกแล้ว ไม่รับรู้และก็ไม่ตอบสนองสิ่งใด ตัวแม่ซีดเหลืองไปหมด น้ำตาฉันเริ่มไหลลงอาบแก้มทั้งสองข้าง
ผู้คนต่างพากันวิ่งกรูเข้ามาดูร่างของแม่ที่นอนอยู่บนพื้น แม่ไม่รับรู้สิ่งใดแล้ว ไม่มีใครคิดที่จะช่วยแม่ออกไปจากที่นั่นเลย แม้กระทั่งคนที่มันชนแม่
“แม่จ๋า....หนูคิดถึงแม่” ประโยคนี้ฉันยังคงพร่ำบ่นรำพึงกับตัวเองทุกวัน ตั้งแต่นั้นมาเราสองคนพี่น้องจึงได้ไปอยู่กับสถานสงเคราะห์บ้านอิ่มอุ่น

***********************************

โรงพยาบาล
พ่อพาฉันไปเยี่ยมแม่ที่โรงพยาบาล ในห้องหอมอบอวนไปด้วยกลิ่นดอกทิวาราตรี ซึ่งปลูกไว้ที่ระเบียงหลังห้อง ดอกทิวาราตรีนี้มีลักษณะ เป็นไม้พุ่ม สูงประมาณ ๒-๕ เมตร แตกกิ่งยืดยาวจำนวนมาก เป็นไม้ดอกหอมสกุลเดียวกับราตรี ออกดอกดกส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ใบมีลักษณะรูปรีแกมใบหอกขอบใบเป็นคลื่น ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบที่ปลายกิ่ง ดอกเล็ก มี ๕-๖ กลีบ ปลายกลีบม้วนออกกลิ่นหอมตอนกลางวัน เมล็ดแก่เป็นสีดำซึ่งต่างจากราตรีที่เป็นสีขาว
ฉันกวาดสายตาไปรอบๆ ภายในห้องเต็มไปด้วยพื้นที่สีขาว ทั้งเตียง โต๊ะ พื้นห้อง ผนังห้อง ชุดรับแขก ชุดเครื่องนอน โทรทัศน์ แม้กระทั่งพรมเช็ดเท้ากับผ้าม่าน มองแล้วรู้สึกแปลกตาดี หัวเตียงเต็มไปด้วยสายน้ำเกลือ และสายให้เลือด ดูวังเวงยังไงก็ไม่รู้ ฉันยืนอยู่นาน
“แม่เป็นไงบ้างคะ วาดเป็นห่วงแม่มากเลย” ฉันร้องไห้มันสะเทือนไปถึงข้างใน เหมือนโดนแผลเก่าที่เคยได้รับมาเมื่อปีที่แล้ว ฉันจับมือแม่มากุมไว้ข้างแก้ม แล้วหอมมือแม่
“แม่ไม่เป็นไรแล้วล่ะลูก กอดแม่ที แม่ไม่ได้กอดลูกหลายวันแล้วนะ” ฉันโอบกอดแม่อยู่นาน จนไม่อยากเงยหน้าขึ้นมา แล้วพ่อก็มาโอบกอดฉันกับแม่อีกทีทางด้านหลัง ฉันรู้สึกอบอุ่นเหลือเกิน
ฉันเพิ่งมารู้ทีหลังว่าพ่อกับแม่เคยมีลูกมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่แม่ประสบอุบัติเหตุจนทำให้แท้งและมีลูกไม่ได้อีก แม่จึงหาเด็กมาเลี้ยง แม่บอกฉันว่า แม่รักฉันมากและไม่อยากให้ฉันจากไปไหนอีก อยากให้รักแม่เหมือนแม่แท้ๆของตัวเอง แม่อยู่ที่โรงพยาบาล ๑ อาทิตย์หมอก็อนุญาตให้กลับบ้านได้
***********************************

ริมทะเล
พระอาทิตย์ดวงใหญ่ ลอยขึ้นจากกท้องทะเล ทอแสงเป็นประกายระยิบระยับจับตา พื้นน้ำเต็มไปด้วยระลอกคลื่น ไหลเป็นเกลียวเข้าสู่ชายฝั่งครั้งแล้วครั้งเล่า เหล่าหอย ปูเสฉวน พากันออกหากินตามริมชายหาดเป็นหลายครอบครัว เสียงคลื่นกระทบฝั่งดัง ซ่าๆ กลิ่นไอท้องทะเลยามเช้านี้ดูสดชื่นยิ่งนัก นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้มาสัมผัสกับธรรมชาติอันน่าตื่นเต้นเช่นนี้ แต่ทำไมถึงไม่มีความสุขก็ไม่รู้ อาจเป็นเพราะว่าไม่มีพี่ตะวันก็ได้ เพราะเมื่อก่อนเวลาที่ไปไหนเราจะไปด้วยกันตลอด พี่ตะวันไม่เคยทิ้งฉันเลย ฉันเดินไปตามริมชายหาดอยู่นานรู้สึกตัวเหนียว จึงขึ้นไปบนบ้านพัก
“ไปไหนมาลูก” พ่อกับแม่พูดขณะกำลังวุ่นอยู่กับการทำอาหารสำหรับปาร์ตี้ตอนเย็นนี้
“พ่อคะ แม่คะ หนูอยากกลับบ้านอิ่มอุ่นคะ” ฉันจ้องมองไปที่ดวงตาทั้งสองคู่ของท่าน เผื่อว่าท่านจะเห็นความปรารถนาของฉันบ้าง ท่านเงียบทั้งคู่ แล้วบอกให้ฉันไปอาบน้ำ ฉันเดินก้มหน้าออกไปอย่างช้าๆ พร้อมถอนหายใจ
บ้านพักที่นี่เป็นบ้านไม้สองชั้น ชั้นแรกเป็นห้องโถงทั้งหมด มีห้องน้ำ ๑ ห้อง ส่วนชั้นสองมีห้องนอน ๒ ห้อง แต่ละห้องจะมีห้องน้ำและระเบียงรอบนอก เมื่อมองออกไปจะเห็นวิวทะเลแต่ไกลสุดลูกหูลูกตา ส่วนรอบๆบ้านเต็มไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ หน้าบ้านมีชิงช้า ๒ ตัวแขวนไว้ และมีที่โล่งสำหรับจัดปาร์ตี้ ในขณะที่ฉันกำลังเดินบันไดลงมานั้น
“นี่คุณ ฉันว่าเราน่าจะพาลูกกลับไปเยี่ยมบ้านอิ่มอุ่นบ้างนะ นี่มันก็หลายเดือนแล้ว ที่ลูกไม่ได้กลับไป” แม่พูดกับพ่อด้วยสีหน้าจริงจังในขณะที่ฉันยืนฟังด้วยความตั้งใจ
“แน่ใจเหรอคุณ ผมว่าอีกสักหน่อยดีกว่านะ ผมว่าลูกยังลืมที่นั่นไม่ได้ บางทีผมก็เห็นแก่นั่งเหม่อบ่อยๆนะคุณ วันที่ลูกไม่สบายลูกยังละเมอถึงพี่แกเลย คุณก็รู้” พ่อขึ้นเสียงพร้อมสีหน้าบ่งบอกถึงความเครียด
“แต่ฉันสงสารลูกนิ คุณทำแบบนี้ก็ไม่ถูกนักหรอก ก็เค้าเป็นพี่น้องกันก็ต้องคิดถึงกันเป็นธรรมดา คุณทำแบบนี้ลูกยิ่งไม่มีความสุข รู้หรือเปล่า” แม่พูดถูกเหมือนรู้ใจฉัน
“เอาเป็นว่า เรื่องนี้ค่อยพูดกันอีกทีก็แล้วกัน ไปเรียกลูกมากินข้าวได้แล้ว” พ่อผ่อนเสียงเบาลง ฉันก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าไมพ่อกับแม่ถึงไม่อยากพาฉันไปเยี่ยมบ้าน
ในระหว่างที่กินข้าว ฉันไม่อยากจะจับแม้แต่ช้อน น้ำสักหยดฉันก็ไม่กิน เอาแต่นั่งเหม่อลอย มองออกไปยังรองเท้าคู่เก่าใบนั้นที่ฉันใส่มาด้วย
“ทำไมพี่ตะวันถึงไม่โทรหาฉันเลยนะ นี่ก็หลายเดือนแล้วที่เราไม่ได้พูดคุยกันเลย แม้แต่จดหมาย ทั้งๆที่ฉันก็เขียนไปทุกเดือน” ฉันนั่งบ่นกับตัวเองในใจ นั่งคิดครู่ใหญ่ พ่อก็เรียกฉัน
“เป็นอะไรหรือเปล่าลูก ทำไมไม่ยอมกินข้าวล่ะ ไม่หิวเหรอ” พ่อพูดแล้วตักกุ้งตัวโตใส่จานฉัน แม่ก็ตักให้เช่นกัน
“เปล่าคะ” ฉันทำเสียงแข็งใส่ท่าน น้ำเสียงแข็งกระด้างไม่น่าฟังเท่าไร แต่ฉันอยากให้ท่านรู้ว่าฉันกำลังน้อยใจแค่ไหน ที่ท่านไม่สนใจความรู้สึกฉัน สักพัก ฉันสะอื้นน้ำตาคลอ
“พ่อกับแม่คะ หนูอยากกลับบ้านอิ่มอุ่นค่ะ พาหนูกลับเถอะนะคะ หนูขอร้อง” ฉันเอามือปาดคราบน้ำตาที่ไหลลงข้างแก้ม มันไม่มีวี่แววว่าจะหยุดไหล ฉันก็ไม่รู้ว่าทำไม ?
***********************************

ฤดูหนาว
หมอกหนายามเช้าเข้าปกคลุมทุกพื้นที่ เป็นสัญญาณบอกว่า เข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว สายลมพัดผ่านมาพร้อมความหนาวเย็นในตอนเช้า เสียงใบไม้ไหวลู่ไปตามแรงลม ต้นไม้ผลัดใบเปลี่ยนไปตามกาลเวลา รถวิ่งฝ่าละอองหมอกไปเรื่อยๆ เพียงไม่กี่ชั่วโมง ฉันก็ได้กลับมาสู่อ้อมกอดของบ้านอิ่มอุ่นอีกครั้ง ฉันนั่งยิ้มไปตลอดทาง จนกระทั่ง...
“ยินดีตอนรับสู่บ้านอิ่มอุ่นอีกครั้งครับ” เสียงพี่ตะวันดังเข้ามาในรถ ขณะที่ฉันกำลังจะก้าวลงจากรถ
“โปรดระวังนะครับสาวน้อยของพี่” เสียงพี่ตะวันดูเปล่งปลั่ง สดชื่น พี่ผายมือต้อนรับฉัน
“ทำไมพี่ถึงไม่เขียนจดหมายหาวาดเลย” ฉันพูดพร้อมกับกระโดดกอดพี่ตัวโหย่ง สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นอย่างที่เคยมี
“พี่ขอโทษนะ พี่งานยุ่งไปหน่อย แต่พี่รู้ว่าน้องของพี่เป็นเด็กดี ไม่ดื้อ ไม่ซนใช่มั้ย” พี่ตะวันยังคงเสียงอ่อนนุ่มเช่นเดิม อย่างไรก็อย่างนั้น
***********************************

ที่เดิม...ริมธาร
เราสองคนเดินไปยังริมธารที่อยู่อีกฝั่งของสถานสงเคราะห์ ที่นี่คือที่ที่เราสองคนชอบมามากที่สุด เพราะว่ามันเป็นเหมือนที่ระบายความทุกข์และในเวลาเดียวกันก็เป็นที่ที่ให้ความสุขไปด้วย ทำไมน่ะเหรอ
“วาด จำไว้นะ ถ้าเราเกิดความทุกข์เมื่อไหร่ ให้เราสองคนเอาก้อนหินมาวางไว้ใต้ต้นไม้คนละต้น แต่เมื่อไรที่เรามีความสุข เราจะเอาก้อนหินที่เราวางไว้ใต้ต้นไม้โยนลงน้ำไป เพื่อล้างความทุกข์”
“โอโหถ้าอย่างนั้นเราคงไม่มีก้อนหินให้โยนลงน้ำหรอกคะ เพราะเราสองคนมีแต่ความสุข จริงมั้ยคะพี่ตะวัน” รอยยิ้มวันนั้นฉันยังจำได้ดี
เมื่อก่อนเราสองคนเมื่อว่างจากการทำกิจกรรมในบ้านอิ่มอุ่น เราจะมานั่งคุยกันหยอกล้อเล่นกันตามประสาเด็ก ที่สุขสุดๆก็คือ พี่ตะวันจะนั่งร้องเพลงให้ฉันฟัง จนฉันหลับทุกครั้งไป แต่มาวันนี้ ภาพเหล่านั้นแม้มันจะไม่จากไปจากใจฉันก็ตาม แต่มันไม่เหมือนเดิมแล้ว เพราะต้นไม้ต้นนั้นที่เราจะเอาก้อนหินไปวางเมื่อมีความทุกข์ ตอนนี้ใต้ต้นไม้นั้นเต็มไปด้วยก้อนหินมากมายแทบจะกระจายตกลงน้ำเองด้วยซ้ำ ฉันถึงได้รู้ว่า พี่ตะวันคงเจ็บปวดและเป็นทุกข์มาก เพราะฉันเองก็ไม่ได้มีความสุขไปมากกว่าพี่เลย
ดวงตากลมโต ใบหน้ารูปไข่ จมูกเป็นสัน มีแก้มเล็กน้อย ตัดผมทรงนักเรียน วันนี้พี่ตะวันดูหล่อมาก เสื้อลายขวางสีฟ้าขาวตัดกัน ทำให้ผิวสีขาวของพี่ดูเด่นขึ้นมาทันที รูปร่างของพี่ดูใหญ่กว่าเด็กรุ่นเดียวกัน คงเป็นเพราะว่าพี่ทำงานตั้งแต่เด็ก แสงแดดเริ่มทอประกายจ้าขึ้น ในขณะที่เราสองคนกำลังโยนก้อนหินทั้งหมดลงริมธารไป ด้วยใบหน้าที่มีความสุขที่สุด พี่ตะวันคงจะรู้ล่วงหน้าแล้วว่าวันนี้จะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นระหว่างเราสองคน
“ทำไมพี่ตะวันถึงโยนก้อนหินลงไปหมดล่ะ” ฉันถามด้วยความสงสัยจริงๆ แต่มือก็ยังคงจับก้อนหินโยนลงน้ำทีละก้อนอย่างช้าๆ พี่ยิ้มให้ฉันแล้วหันมา
“ก็วันนี้พี่ตะวันมีความสุขมากที่สุดไง แล้วความทุกข์ที่เกิดขึ้นมาทั้งหมด จะต้องหมดไปในวันนี้ เพราะว่าน้องสุดที่รักของพี่กลับมาบ้านไงล่ะ เข้าใจมั้ย” รอยยิ้มของพี่ยังคงดูอบอุ่นเช่นเดิม

***********************************

ฉากสุดท้าย
เราสองคนเดินจูงมือกันกลับบ้านอิ่มอุ่น ทุกคนพร้อมหน้าพร้อมตานั่งรอเราสองคนอยู่แล้ว บรรยากาศดูแปลกตาไปมาก เหมือนกับว่าเราสองคนเป็นดาราหนังมีคนคอยมาดูอยู่มากมาย แต่ฉันกับพี่ตะวัน คงไม่ได้รู้สึกดีใจนักหรอก เพราะเรารู้ว่าในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าเราจะเดินออกจากบ้านหลังนี้ไป เหลือเพียงความทรงจำที่แสนดีที่เราสองคนจะจดจำมันไปตลอดกาล
ฉากสุดท้ายที่เราจากมา ทุกคนในบ้าน ๕๖ ชีวิตต่างพากันออกมายืนส่งเราสองคน ไปสู่บ้านหลังใหม่ ทั้งน้ำตาและเสียงหัวเราะเข้ามาอยู่ในความทรงจำของเราทั้งสองคนแล้ว เราสัญญากับพวกเขาว่าเราจะไม่ทอดทิ้งเขาและจะหมั่นมาเยี่ยมเยือนบ่อยๆแน่นอน
แสงแดดแห่งความอบอุ่นเริ่มจากลง แต่แสงแห่งความเมตตาเอื้ออาทรของบ้านอิ่มอุ่นจะไม่มีวันเลือนจางไป หลังจากวันนั้นมา ฉันกับพี่ตะวัน จึงเขียนเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งขึ้นมาร่วมกัน โดยตั้งชื่อเรื่องสั้นว่า “ความสุขที่แตกต่าง”

๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๐

๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๐

ก้อนหิน...ก้อนนั้น


วันแรกที่ฉันเก็บก้อนหิน.......ก้อนนั้น
ช่วงหน้าหนาว........รู้สึกอบอุ่น
ฉันสัมผัสก้อนหินทุกวัน........ครั้งแล้วครั้งเล่า
มอบรักความผูกพัน จนรักมันขึ้นมา
วันหนึ่งฉันจับก้อนหินก้อนนั้นอีกครั้ง
มันร้อนดังเปลวไฟอยู่ในมือ
ฉันพยายามดับไฟทุกวิธี......กลับยิ่งลุกโชน
มันลามไปถึงหัวใจฉัน
เจ็บปวดรวดร้าวแสนสาหัสเหลือเกิน
สุดท้ายฉันทิ้งก้อนหิน........ก้อนนั้น
ด้วยจำยอม
เพราะฉัน....ไม่ใช่เจ้าของ
ก้อนหิน.....ก้อนนั้น


ปากการื่นรมย์ 23.50

เบ็ญจะมะมหาราช


เบ็ญจะมะมหาราชถิ่นมีชื่อ
เขาเล่าลือกล่าวขานกันนักหนา
โรงเรียนดีกว้างใหญ่เน้นปัญญา
การศึกษาแกร่งกล้าไม่แพ้ใคร
ได้ร่ำเรียนพากเพียรฝึกเขียนอ่าน
วิชาการถูกต้องสมสมัย
คณิตศาสตร์ เคมี ภาษาไทย
ฝึกฝนได้เชี่ยวชาญเหมือนอย่างครู
ร้อยมาลัย เย็บผ้า ทำอาหาร
ศิษย์ชำนาญเพราะฟังจนชินหู
แข่งขันวัดระดับคนเฝ้าดู
ให้เขารู้ว่าถิ่นเรารักใคร่กัน
พระเจ้าแม่ไทรงามนามเคารพ
ลูกนอบนบบูชาให้เฉิดฉันท์
เมื่อเติบใหญ่ไปหน้าจะฟ่าฟัน
ขอแบ่งปันความดีศรีนามเบ็ญฯ
พ่อองค์ดำล้ำค่าพาเลื่อมใส
จารึกในโรงเรียนให้ลูกเห็น
ท่านศักดิ์สิทธ์สนิทแน่นในใจเย็น
มีพ่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวของจิตใจ
เสด็จพ่อ ร.๕ ท่านก่อตั้ง
ศิษย์สมหวังได้ที่พึ่งอาศัย
ประดุจชั้นสวรรค์ศิลาลัย
สถิตในดวงหทัยตลอดกาล
ปากการื่นรมย์ 23.59